สรุป Data Science for Business สำหรับผู้บริหาร

Data Science for Business

ในโลกยุคนี้ที่เราเรียกกันว่าเป็นโลกยุค Digital ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Data Science เช่น Data Science คืออะไร, ทำไมเราถึงต้องเข้าใจว่าข้อมูล (Data) มีความสำคัญกับแต่ละธุรกิจอย่างไร, ข้อมูลต่างๆนั้นจะถูกนำมาใช้ในรูปแบบใดได้บ้าง เป็นสิ่งที่ทุกคนโดยเฉพาะผู้บริหารในแต่ละองค์กรต้องเข้าใจเพื่อให้ตามทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในโลกธุรกิจในปัจจุบันนี้..

บทความนี้จะเหมาะกับใคร?

  • ผู้บริหารในองค์กรที่ต้องการสร้าง Data-Driven Culture ให้กับทีมงานในองค์กร เพื่อเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันให้กับธุรกิจ และบุคคนทั่วไปที่ต้องการเข้าใจเรื่อง Data Science ในภาพรวม

บทสัมภาษณ์ The Secret Source – Data Science for Business (https://open.spotify.com/episode/3kBSvez65irJP5QZURdz0H)

ดร.ต้า-วิโรจน์ จิรพัฒนกุล (Ex-Data Scientist ของ Facebook, CEO ของ Skooldio)

Data Science for Business คืออะไร

Data Science for Business คือ การนำเอาข้อมูลมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ

ในอดีตที่ผ่านมาเราทุกคนรู้จักและมีการใช้ข้อมูลเพื่อมาช่วยในการตัดสินใจ เพื่อที่จะทำให้เราทำงานหรือทำให้เราขายของได้มากขึ้นกันอยู่แล้ว เพียงแต่การใช้ข้อมูลของเรานั้นอาจจะอยู่ในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการเท่านั้นเอง

รู้หรือไม่ว่าการทำธุรกิจเปิดร้านขายกาแฟนั้น ก็มีข้อมูลจำนวนมากมายที่เราได้รับและเรานำมาใช้ในประกอบการตัดสินใจต่างๆอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่น ลักษณะหน้าตา ชื่อ และ เพศของลูกค้าที่เข้ามาซื้อกาแฟ รวมไปถึงข้อมูลว่าลูกค้าแต่ละคนสั่งกาแฟอะไร ชอบขนมแบบไหน มาซื้อช่วงเวลาไหน มาซื้อบ่อยมั้ย หรือข้อมูลที่เราได้มาจากการชวนลูกค้าคุยเวลาลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าในร้าน… เพียงแต่ว่าข้อมูลเหล่านี้จะอยู่ในหัวของเจ้าของร้านเท่านั้น ซึ่งเจ้าของร้านก็จะเอาข้อมูลเหล่านี้มาคิดว่าร้านกาแฟของเค้าน่าจะมีขนมอะไรมาเพิ่ม หรือมีสินค้าที่เกี่ยวข้องอะไรที่น่าจะเอามาเพิ่มในร้านกาแฟของเค้านั่นเอง…

จากตัวอย่างข้างต้นมันจะดีกว่ามั้ยถ้าข้อมูลต่างๆเหล่านั้นถูก formalize ให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมแทนที่ข้อมูลเหล่านั้นจะอยู่ในแต่เพียงแค่หัวของเจ้าของร้านกาแฟร้านนี้เท่านั้น ซึ่งอย่างน้อยการเก็บข้อมูลลงในโปรแกรม excel ก็ดีกว่าที่จะจดข้อมูลลงในกระดาษ หรือแค่เก็บไว้กับตัวเจ้าของร้านเพียงคนเดียว

** การ formalize คือการจัดเก็บข้อมูลให้อยู่ในระบบที่เหมาะสม ในรูปแบบที่เหมาะสม **

โดยจากข้อมูลที่เราเก็บลงในระบบ (system) และรูปแบบ (format) ที่เหมาะสม เราสามารถที่จะนำข้อมูลนั้นมาวิเคราะห์เพื่อที่จะนำเสนอ promotion หรือการสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆแก่ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของการนำเอาข้อมูลมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจนั่นเอง

การไม่มีข้อมูล หรือการไม่ใช้ข้อมูลมีผลเสียอะไรกับธุรกิจ

  • เสียโอกาส (lost opportunity)

“If you cannot measure it, you cannot improve it” – เคยได้ยินมั้ยครับว่าถ้าเราไม่สามารถวัดผลสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้แล้ว เราก็จะไม่สามารถพัฒนาหรือปรับปรุงสิ่งนั้นได้

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราไม่เคยใช้ smart watch เช่น Apple watch, Garmin watch หรือ Fitbit เราจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเราได้เดินไปทั้งหมดกี่ก้าวแล้วในวันนี้ ซึ่งถ้าเป้าหมายของเราคือต้องการให้สุขภาพดีขึ้นจากการเดินให้ครบ 10,000 ก้าวในแต่ละวัน

การที่เราไม่มีทั้งข้อมูลและไม่มีทั้งเครื่องมือหมายถึงเราจะไม่รู้ว่าตอนนี้เราเดินไปแล้วทั้งหมดกี่ก้าว แล้วเราก็จะไม่รู้ว่าเราต้องเดินอีกกี่ก้าว นั่นเอง..

การเดินแบบที่ไม่มีข้อมูลนั้น เปรียบเหมือนกับการเดินแบบไม่มีเข็มทิศ เดินไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย เราจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าการเดินขึ้นบันได 2 ชั้นเท่ากับการเดินกี่ก้าว จำนวนก้าวที่เพิ่มขึ้นในการเปลี่ยนจากขึ้นลิฟท์มาเป็นการเดิน.. ซึ่งถ้าเปรียบกับการทำธุรกิจก็คือถ้าเราไม่มีข้อมูล เราจะไม่รู้เลยว่า ตอนนี้องค์กรเราอยู่จุดไหนแล้วถ้าเทียบกับคนอื่นๆ องค์กรเราจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงส่วนไหนบ้าง หรือถ้าเรามีข้อมูลแต่ไม่มีเครื่องมือที่จะนำเอาข้อมูลที่เรามีออกมาวิเคราะห์ได้ในเวลาที่เหมาะสม เช่นกว่าจะทำรายงานยอดขายมาวิเคราะห์ก็ต้องรอจนถึงการประชุมผู้บริหารสิ้นเดือน ซึ่งกว่าจะถึงสิ้นเดือนข้อมูลเหล่านั้น หรือ trend ของตลาด อาจจะเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้วก็ได้ รวมไปถึงความถูกต้องของข้อมูลเหล่านั้นว่ายังคงน่าเชื่อถือได้อยู่ขนาดไหน..

ถ้ามีเพียงคนบางกลุ่มในองค์กรที่เห็นรายงานเช่นระดับหัวหน้างานเท่านั้น ซึ่งหลายๆองค์กรเข้าใจว่าเป็นระดับที่มีหน้าที่ในการตัดสินใจ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ควรระวังมากๆ โดยความเป็นจริงแล้วองค์กรควรจะให้คนทำงานหน้างานสามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลต่างๆเช่นกัน ซึ่งจะช่วยให้คนเหล่านี้สามารถตัดสินใจในบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานของเค้าได้แม่นยำ ถูกต้องมากยิ่งขึ้น เช่น พนักงานขาย (sales person) รู้หรือไม่ว่าสินค้าตัวไหนที่ขายดีช่วงนี้, เขาควรจะไปพบลูกค้าเจ้าไหน หรือลูกค้าเจ้าไหนที่ไม่ได้สั่งซื้อสินค้าของเรามาระยะเวลานึงแล้ว ถ้าพนักงานขายเห็นข้อมูลเหล่านี้จะทำให้เขาเหล่านี้สามารถเลือกสินค้า เลือกลูกค้าที่เราต้อง focus มากขึ้นได้ดียิ่งขึ้น หรือ พนักงานการตลาด (marketing) พวกเขารู้หรือไม่ว่าลูกค้าของเราอยู่ที่ไหน เราจะพบลูกค้าของเราที่ช่องทางไหน บน social เช่น facebook, instagram หรือผ่านทาง website ขององค์กร..

สิ่งสำคัญของการพยายามนำเอาข้อมูลไปใช้คือ การที่เราสามารถที่จะนำเอาข้อมูลไปไว้ตรงหน้าของคนหน้างานได้เยอะมากแค่ไหน ถ้าทำได้ไม่ดี แสดงว่าคนในองค์กรก็ยังไม่ได้ตัดสินใจในการทำงานแต่ละอย่างด้วยข้อมูล ยังคงตัดสินใจโดยใช้ความรู้สึก กะๆเอาเอง..

เราจะเริ่มเอา Data มาใช้ในองค์กรอย่างไร

  • ต้องเริ่มเก็บข้อมูล

หลายๆองค์กรอาจจะบอกว่าทุกวันนี้องค์กรของเรามีการเก็บข้อมูลอยู่แล้ว มีข้อมูลจำนวนมากแต่เพียงแค่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ แต่ในความเป็นจริงแล้วข้อมูลที่เก็บมานั้นมันมีประโยชน์จริงมั้ย? ข้อมูลที่เรามีสามารถทำให้องค์กรได้สิ่งที่เราอยากได้มั้ย?

กลับมาตัวอย่างของธุรกิจร้านกาแฟอีกครั้ง ถ้าเรารู้ว่า ลูกค้าผู้ชายคนนึงของเราชอบดื่มกาแฟอะไร ชอบทานขนมอะไร แสดงว่าเรามีข้อมูลของลูกค้าคนนึงประมาณนึงแล้วใช่มั้ย แต่เราจะสามารถแนะนำสินค้าให้ลูกค้าผู้ชายคนนี้ได้ดีมากขึ้นมั้ยถ้าเรารู้ว่าเค้าทำงานประเภทไหน ใช้กระเป๋า brand ไหน ใส่นาฬิกาอะไร Rolex? หรือ sport watch เช่น Garmin ซึ่งข้อมูลต่างๆเหล่านี้สามารถบอกเราได้ว่าถ้าเค้าใช้นาฬิกา Rolex เราอาจจะนำเสนอสินค้าราคา premium ให้แก่เค้าได้เป็นต้น

หรือถ้าเราทำธุรกิจธนาคาร ถ้าเราต้องการการเสนอบัตรเครดิตให้แก่ลูกค้า เรารู้มั้ยว่า lifestyle ของลูกค้าของเราเป็นอย่างไร ลูกค้าเราชอบทานอาหาร หรือชอบท่องเที่ยว หรือใช้บัตรเครดิตสำหรับการเติมน้ำมัน ซื้อกองทุน.. ถ้าเรารู้แค่ว่าลูกค้าของเรามีบัญชีออมทรัพย์อยู่กับเราเท่านั้น เราจะไม่สามารถเข้าใจ lifestyle จะทำให้สินค้าที่เราจะนำเสนอให้แก่เค้าไม่ได้ตรงกับความต้องการของลูกค้าคนนั้น ทำให้เราเสียโอกาสในธุรกิจไปเรื่อยๆ จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้หลายๆธนาคารได้พัฒนา mobile application ของตัวเองที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของเรามากขึ้น เช่นสามารถแลกของ เสนอ promotion ของร้านต่างๆหลายๆแนว เพื่อที่จะสามารถเก็บข้อมูลของลูกค้า ทั้งหมดนั้นก็เพื่อที่จะนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง

การเก็บข้อมูลนั้น ถ้ายิ่งเก็บได้ละเอียด ยิ่งมีรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกันมากขึ้น ก็จะยิ่งมีโอกาสสร้างประโยชน์ให้กับเป้าหมายของธุรกิจของเรา ช่วยให้เราตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดีมากยิ่งขึ้น

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลอะไรที่เราควรจะเก็บ?

ก่อนอื่น.. เราต้องตอบได้ว่าเป้าหมายของธุรกิจของเราคืออะไร เป้าหมายของเราคืออะไร เราอยากจะทำอะไร แล้วถึงจะมาวิเคราะห์ว่ามีข้อมูลอะไรบ้างที่เราควรจะรู้ และจะสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาช่วยทำให้เราตัดสินใจหรือทำสิ่งๆนั้นได้ดียิ่งขึ้น หลัวจากนั้นก็นำมาคิดต่อยอดว่ามีข้อมูลอะไรอื่นๆอีกที่เราจะเก็บเพื่อให้เรามีข้อมูลเชิงลึกเพิ่มมากขึ้นมากขึ้นต่อไป

เราจะเก็บข้อมูลได้อย่างไร?

การเก็บข้อมูล เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ดี มีความถูกต้อง นั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ลองนึกภาพว่าถ้าเราต้องการเก็บข้อมูลลูกค้าโดยใช้วิธีการยื่นแบบฟอร์มไปให้เค้ากรอกเพื่อหวังข้อมูลของเค้า โดยส่วนใหญ่จะพบว่ามีลูกค้าหลายคนที่ไม่ชอบกรอกข้อมูล หรือถ้าต้องกรอก ก็จะกรอกข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง ให้ผ่านๆไป ซึ่งเราจะไม่สามารถหาประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้ได้ ถ้าเรานำเอาข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อทำ promotion หรือ ทำโฆษณา ก็ยิ่งจะทำให้เกิดผลเสียตามมามากกว่าไม่มีข้อมูลเลยด้วยซ้ำ

ดังนั้นถ้าเราต้องการเก็บข้อมูลจากลูกค้าให้ได้ข้อมูลที่เป็นข้อมูลจริงของเค้า สิ่งที่ต้องทำคือ “ต้องเนียน”

ยกตัวอย่างเช่น ทุกครั้งที่เรากด like ให้กับ post ใน facebook ผู้ใช้งานไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่าเราได้ยินยอมให้ข้อมูลลักษณะความสนใจของเรา กับ facebook ไปแล้ว ทั้ง Content แบบไหนที่เราสนใจ, ใครที่เราสนใจ, Page ไหนที่เราสนใจ, เรา tag ใครให้กับ Content ลักษณะนี้บ้าง, เราเข้า facebook เวลาไหน เป็นต้น หรือ การที่ร้านค้าให้บัตรสมาชิกฟรีแก่ลูกค้า และให้ส่วนลดในการซื้อสินค้า ในทุกครั้งที่ลูกค้าซื้อสินค้าผ่านบัตรสมาชิก ทางร้านค้าจะรู้ข้อมูลพฤติกรรมการซื้อของลูกค้ารายนั้นว่า ในแต่ครั้งลูกค้าคนนี้ใช้เงินประมาณเท่าไหร่ ซื้อสินค้าอะไรบ้าง นี่เป็นตัวอย่างของการเก็บข้อมูลที่เนียน มีการใช้ประโยชน์ต่อลูกค้า จนทำให้ลูกค้ายอมที่จะให้ข้อมูลของเค้ากับเราอย่างเต็มใจนั่นเอง

จะนำข้อมูลไปใช้ได้อย่างไร?

  • ต้องสร้างทีมและให้ความรู้
  • มีเครื่องมือและให้สิทธิการเข้าถึงข้อมูลแก่คนทำงาน

การสร้างทีมไม่เพียงแต่เฉพาะทีม technical เพียงเท่านั้น องค์กรจะต้องมีคนที่เข้าใจธุรกิจของเราด้วย ลองนึกภาพว่าทีม technical ทำการสร้างรายงานจากข้อมูลในระบบ ERP ออกมาโดยที่ไม่มีความเข้าใจว่าข้อมูลไหนที่ควรจะถูกดึงมาไว้ในรายงาน ข้อมูลไหนที่ไม่จำเป็น สุดท้ายแล้ว Business ก็ไม่สามารถที่จะใช้รายงานนั้นในการวิเคราะห์ หาสิ่งหรือความสัมพันธ์ที่ซ่อนอยู่ในข้อมูลในระบบที่เรามีได้

ดังนั้นการที่จะนำข้อมูลไปใช้ได้จะต้องมีทีมทั้งทางด้าน technical สามารถเขียนโปรแกรมดึงข้อมูลออกมาในรูปแบบต่างๆได้และทีมที่มีความรู้ทางด้านธุรกิจ มาทำงานร่วมกัน แบ่งปันความรู้ต่อกัน จึงจะทำให้เราสามารถนำข้อมูลออกมาใช้ได้..

การที่คนทำงานจะนำข้อมูลไปใช้ได้นั้น สิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือ เราต้องทำยังไงให้ข้อมูลนั้นไปอยู่ตรงหน้าคนทำงานและทำให้พวกเค้าเหล่านั้นสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ยกตัวอย่างเช่นกลุ่มพนักงานขายสินค้า เราจะต้องทำยังไงก็ได้ให้พนักงานขายของเราเห็นข้อมูลแล้วสามารถตัดสินใจทำอะไรได้ทันที เช่น มีรายงานบอกว่าตอนนี้สินค้าขายดี 3 อันดับแรกของเราคืออะไร , ลูกค้าซื้อสินค้าชนิดนี้แล้วส่วนมากจะซื้อสินค้าอะไรด้วย, ร้านค้าไหนที่เคยซื้อแล้วหยุดซื้อสินค้าของเราเกิน 2 เดือนเป็นต้น ถ้าเค้าเห็นข้อมูลเหล่านี้พวกเค้าก็จะสามารถ take action ได้ทันทีว่าควรจะต้องทำอะไรต่อไป โดยที่ไม่ต้องมาวิเคราะห์ข้อมูลในระบบ erp ขององค์กรเอง

ซึ่งถ้า operation ขององค์กรเราถูก drive จากข้อมูลที่ถูกต้องมากขึ้น องค์กรของเราก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามมา ซึ่งในหลายๆครั้ง insights มักจะเกิดจากข้อมูลของแต่ละแผนกมาเชื่อมโยงต่อๆกัน

ในองค์กรต่างๆนั้นกลุ่มคน (workforce) ที่เป็นส่วนสำคัญ และเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดที่จะทำให้ธุรกิจเราเดินไปได้ดีหรือไม่นั้นคือกลุ่มคนที่อยู่หน้างาน ดังนั้นเราจะต้องพยายามหาทางที่จะทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น โดยการ empower พวกเค้าเหล่านั้น นำเอาข้อมูลต่างๆไปให้เค้า ไปช่วยให้เค้าตัดสินใจสิ่งต่างๆได้ดียิ่งขึ้นจากข้อมูลที่องค์กรมี อย่างไรก็ตามแต่ละองค์กรจะต้องมีการบริหารจัดการการเข้าถึงและการใช้ข้อมูล (data governance) ที่ดีด้วยเช่นกัน

รู้หรือไม่ว่าพนักงาน facebook ที่ถูกไล่ออกส่วนใหญ่จะไม่ได้โดนไล่ออกด้วยเหตุผลที่เกี่ยวกับความสามารถ แต่จะเป็นเหตุผลที่เกี่ยวกับการเข้าถึงข้อมูลและนำข้อมูลไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง เช่นเข้าไปดูข้อมูลของแฟนเก่าเป็นต้น

รู้ได้ยังไงว่าข้อมูลที่มีเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง เราจะใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจผู้ใช้งานอย่างลึกซึ้ง (insights) ได้ยังไง?

  • สร้างประสบการณ์ และ การหาโอกาสอยู่กับนักธุรกิจคนอื่นๆ
  • วิจัย วิเคราะห์ และ เข้าใจธุรกิจ

สิ่งที่จะทำให้เราสามารถใช้ข้อมูลเพื่อหา Insights ภายในข้อมูลนั้นคือประสบการณ์ การได้ฟัง ได้คุยกับนักธุรกิจอื่นๆ หรือกลุ่มคนหลากหลายเยอะๆ จนทำให้เราสามารถวิเคราะห์ถึงความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆได้มากขึ้นๆ

เจ้าของธุรกิจหรือเถ้าแก่ส่วนมากทุกคนจะมีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจเยอะอยู่แล้ว พวกเค้าเหล่านี้สามารถบอกได้ว่าในมุมมองของเค้า พวกเค้าต้องการอะไร อยากเห็นอะไร อยากจะ partner กับใคร อยากจะหายอดขายเพิ่มจากทางไหน

ในปัจจุบันนี้ประเทศไทยยังขาด data scientist อยู่อีกเยอะ แต่อย่าเข้าใจผิดว่าเราขาดกลุ่มคนด้าน technical ปัจจุบันนี้คนที่มีความสามารถในการเขียนโปรแกรมเก่งๆมีเยอะ แต่สิ่งที่ขาดคือคนที่รู้ว่าเค้าต้องหาอะไร วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและสามารถเห็นโอกาส จากข้อมูลที่ถูกดึงออกมา ในสมัยก่อนคนที่เป็น data scientist นั้นส่วนใหญ่จะจบปริญญาเอก ซึ่งทำให้คนกลุ่มนี้มีทักษะทางด้านการทำวิจัย การตั้งข้อสงสัยในข้อมูลที่ได้เห็น และทำการวิเคราะห์ลึกลงไปเพื่อหาความสัมพันธ์ จนเจอโอกาสหรือคำตอบที่อยู่ในข้อมูลเหล่านั้น จนสุดท้ายจึงนำสิ่งเหล่านั้นมาสร้างเรื่องราว (story) ว่าเพราะเหตุแบบนี้เลยได้ผลแบบนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากได้ผลลัพธ์แบบนี้แล้วเราต้องทำอะไร

หลายๆองค์กรมีความต้องการที่ดีที่จะปรับปรุงการทำงานในองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเลือกที่จะจ้างที่ปรึกษาเข้ามาเพื่อหวังว่าที่ปรึกษาจะมาสร้าง magic อะไรบางอย่างทำให้องค์กรถูกพัฒนาอย่างก้าวกระโดด แต่ในความเป็นจริงแล้วการหวังสิ่งนั้นจากที่ปรึกษาที่จ้างเข้ามาเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนค่างสูงมาก

การจ้างที่ปรึกษาเข้ามามีข้อดีคือมันง่าย องค์กรไม่ต้องมาสร้างทีมงานเอง แต่ในทางกลับกันอย่าลืมว่าที่ปรึกษาเหล่านั้นอาจจะไม่ได้เข้าใจธุจกิจขององค์กรเราอย่างแท้จริง ดังนั้นถึงจะมีข้อมูลมากมายกองอยู่ตรงหน้า แต่สุดท้ายที่ปรึกษาเหล่านั้นอาจจะไม่สามารถหา insights จากข้อมูลเหล่านั้นได้อยู่ดี ซึ่งต่างกับคนขององค์กรที่อยู่หน้างาน ในหลายๆครั้งคนกลุ่มนี้นี่แหละ ที่จะเป็นกลุ่มที่สามารถให้ข้อมูลที่มีประโยชน์อย่างคาดไม่ถึง

ตัวอย่าง Case ที่นำข้อมูลมาใช้ปรับปรุงการทำงาน

  • DHL ได้ทำการ track ข้อมูล GPS ของรถแต่ละคันเพื่อทำการปรับเส้นทางการวิ่งที่ดีที่สุด (optimize routing) ให้กับการส่งของในแต่ละรอบ พวกเขาพบว่ารถส่งของที่วิ่งส่งของเป็นระยะทาง 10 กิโลเมตรเท่ากัน แต่แต่ละคันกลับใช้ระยะเวลาไม่เท่ากัน โดยรถคันที่วิ่งเลี้ยวซ้าย ซึ่งโดยปกติการเลี้ยวซ้ายนั้นไม่ต้องเสียเวลารอสัญญาณไฟ และถ้าคันที่มีการเลี้ยวขวาจะต้องมีเวลาที่ต้องเสียไปสำหรับการรอสัญญาณไฟ ผลลัพธ์ก็คือ DHL สามารถปรับเส้นทางการวิ่งให้รถไปส่งของในแต่ละที่โดยจะให้เส้นทางไปทางซ้ายซึ่งจะใช้เวลาน้อยกว่า..
  • Walmart ได้มีการเก็บข้อมูลของลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าเพื่อมาวิเคราะห์การออก promotion รวมไปถึงการตั้งราคาเพื่อดึงดูดลูกค้าให้กลับมาซื้อสินค้า

สุดท้ายนี้เราต้องระวังการเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้ข้อมูล ผู้บริหารหลายๆองค์กรได้ไปดูงานหรือได้ยินมาว่าองค์กรอื่นๆได้เริ่มสร้างทีม data science ของตัวเองหรือเริ่มใช้งาน AI, machine learning (ML) กันไประยะนึงกันแล้ว จึงคาดหวังและสร้างแรงกดดันกับองค์กรตนเองว่าเราต้องการที่จะมี AI หรือ ML ล้ำๆ มีข้อมูลจำนวนๆมากๆ ทันที เหมือนองค์กรอื่นๆทันที ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

การใช้ข้อมูลเราสามารถเริ่มจากเล็กๆก่อน ค่อยๆเก็บข้อมูลในรูปแบบที่เหมาะสม มีเครื่องมือง่ายๆที่สามารถนำเอาข้อมูลออกมา แสดงเป็นกราฟรูปแบบต่างๆเพื่อแสดงผลและเล่าเรื่องจากข้อมูล (data visualization) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น excel, BI ก็เพียงพอแล้วที่จะเริ่มต้น

ยกตัวอย่างเช่นเพียงแค่เราสามารถบอกได้ว่าสินค้าที่ขายดีอันดับแรกๆของเราคือสินค้าอะไร, สินค้าประเภทไหนที่ลูกค้าเพศชาย หรือ หญิง สนใจต่างกัน.. เพียงเริ่มต้นเล็กๆแค่นี้ก็จะช่วยให้ธุรกิจเราดีขึ้นแล้ว โดยที่เรายังไม่จำเป็นต้องมี machine learning เลยด้วยซ้ำ พยายามทำให้ข้อมูลเหล่านี้ลงไปถึงคนทำงาน เมื่อคนทำงานในองค์กรเริ่มได้รู้จัก ได้ดู ได้ใช้ข้อมูลจากรายงานต่างๆเหล่านั้นมากขึ้น พวกเค้าเหล่านั้นก็จะมีความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์ของการนำข้อมูลมาใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น

หลังจากนั้นเมื่อคนขององค์กรเรามีความพร้อมมากขึ้น เราก็ต่อยอดเก็บข้อมูลให้ละเอียดขึ้น ซับซ้อนขึ้น จนไปถึงการทำ Machine Learning และ AI ในต่อไปนั่นเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *