5 กลยุทธ์ฉุดชีวิตการทำงานให้ล้มเหลว

อะไรคือเคล็ดลับสู่ความสำเร็จ? ปัจจุบันนี้มีนักพูดและนักเขียนหลายคนที่พร้อมจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงานแบบง่ายๆ โดยเพียงแค่ทำสารพัดเคล็ดลับที่พวกเค้านำเสนอ ซึ่งอาจจะมีอะไรดีๆ ให้เราเรียนรู้อยู่ก็จริง แต่ส่วนใหญ่ก็จะหนีไม่พ้นคำแนะนำที่ถูกกล่าวกันมากมายเช่น “ทำงานหนัก” , “ค้นหาสิ่งที่ชอบ” และ “ทำตาม passion” แต่โดยส่วนตัวแล้วผมบอกตามตรงว่ายังไม่เคยเห็นวิธี หรือ เคล็ดลับที่สามารถจะรับประกันความสำเร็จให้กับทุกๆคนได้เลย.. ยกตัวอย่างเช่น “การทำงานหนัก” กับ “การทำงานฉลาด” ต่างกันหรือไม่ การที่ต้องทำงานวันละมากกว่า 10 ชม.ต่อวัน สิ่งๆนั้นจะรับประกันว่าเราจะประสบความสำเร็จได้จริงๆอย่างนั้นเหรอ.

ดังนั้นแทนที่จะถามว่ามีเคล็ดลับอะไรกันแน่ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จซึ่งเป็นคำถามที่เราอาจจะบอกไม่ได้ แต่สิ่งที่บอกได้ก็คือ อะไรคือวิธีที่จะทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน ซึ่งผมรับประกันได้เลยว่า ใครก็ตามที่ทำได้ครบทั้ง 5 ข้อ ในวันนึงจะต้องพบว่าอาชีพการงานของพวกเขานั้นจะไม่มีทางก้าวหน้าหรือประสบความสำเร็จได้เลยอย่างแน่นอน…

1. ทำเท่าที่ได้รับมอบหมาย

“ถ้าเราอยากจะเหมือนคนทำงานทั่วๆไป ก็ลองทำงานเท่าที่หัวหน้ามอบหมายมาเท่านั้นพอ อย่าไปคิดเยอะเกินหน้าที่ของเรา หรืออย่าพยายามทำเกินสิ่งที่ได้รับการบอกมาหรือเกินเงินเดือนที่เราได้รับอยู่ หัวหน้าหรือพี่ที่ทำงานพวกเขาเหล่านั้นได้รับเงินเยอะกว่า ก็ปล่อยให้พวกเขาทำหน้าที่คิด ปรับปรุงกันไปเองละกัน”

ตอนที่เราเริ่มทำงานแรกๆ แน่นอนว่าเราอยู่ในช่วงเรียนรู้เพื่อเพิ่มทีกษะความรู้และความสามารถของเรา ดังนั้นเมื่อเวลาที่เราได้รับมอบหมายงานใดๆมาแล้วก็ตาม ถ้าเราไม่เพียงแค่ทำตามที่คนเคยทำมาก่อน แต่เราพยายามที่จะเข้าใจถึงงานนั้นๆได้อย่างสมบูรณ์ เช่น ทำไมถึงถึงต้องทำงานนี้ ทำไมถึงต้องทำขั้นตอนตามนี้ แต่ละขั้นตอนได้ผลลัพท์ออกมาอย่างไร ลองคิดว่าเราจะปรับปรุงหรือเพียงแค่มีคำถามต่อสิ่งที่เราต้องทำนั้น พยายามคิดว่าถ้าเราเป็นคนที่อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า เช่นเป็นหัวหน้าทีมหรือเป็นคนที่ได้รับงานของเราไปใช้นั้น แล้วเราอยากจะได้งานแบบไหน, อยากจะได้ข้อมูลอะไร หรือ มีอะไรที่น่าจะนำเสนอเพิ่มเติมให้ได้บ้าง แล้วไปนำเสนอแก่พวกเค้า แค่นั้นก็ถือว่าเราจะได้เปรียบกว่าคนอื่นๆอีกหลายคนแล้ว

2. ปล่อยเวลาผ่านไปวันๆ ไม่ตั้งเป้าหมาย

“การทำงานไปวันๆ เมื่อมีช่วงว่างก็เอาเวลาไปเล่น Social Media, ดู Youtube, ดู Series ใน Netflix งานสบายๆแบบนี้หาได้ที่ไหนกัน อยู่ต่อไปนานๆ ดีกว่า”

เวลาที่เราทำงาน ในหลายๆครั้งเราจะมีเวลาว่างจากงาน ถ้าเราไม่เคยมีการตั้งเป้าหมายว่าเราต้องการอะไร หรือไม่เคยคิดว่าเราอยากจะไปอยู่ตรงจุดไหน จนวันนึงเราจะมารู้ตัวอีกทีเวลาก็ได้ผ่านไปนานมากจนเราโดนเด็กรุ่นใหม่ๆ เริ่มตามทัน เริ่มที่จะแซงเราไปกันจนหมด

การตั้งเป้าหมายจะทำให้เรารู้ว่า เรายังขาดอะไรอีกบ้าง ถ้าเราอยากจะไปยังจุดๆที่เราอยากจะไปให้ถึง เอาเวลาว่างที่มี ซึ่งต้องมีแน่นอนมาหาข้อมูล หาความรู้ เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับโอกาสที่อาจจะเข้ามา โอกาสดีๆแต่ละครั้งมักจะเข้ามาโดยที่ไม่ได้บอกให้เรารู้ตัวก่อน ถ้าเราไม่สามารถคว้าโอกาสนั้นได้ โอกาสนั้นอาจจะไม่กลับมาอีกแล้วก็ได้

ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกพอใจกับการมีเวลาว่างเยอะๆ ความรู้สึกรักความสบาย หรือความรู้สึกไม่กล้าที่จะเสี่ยงลองสิ่งใหม่ๆ ก็จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนวันนึงความไม่ก้าวหน้าในชีวิตการทำงานก็จะเกิดตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

3. ทำงานอยู่เบื้องหลัง

“เป็น Mister Yes!! ทุกเรื่อง รับทำงานทุกงานที่คนให้มา จนทำให้ทำงานไม่ทัน และเมื่อทำงานจนเสร็จแล้วก็ส่งต่อให้กับเพื่อนร่วมงาน ให้พวกเขาช่วยเอาไปนำเสนอแก่หัวหน้าหรือผู้บริหารให้ เราจะได้ไม่โดนถาม ไม่ต้องโดนว่าถ้างานออกมาไม่ดี คนที่เป็นหัวหน้าหรือผู้บริหารนั้นพวกเขาจะต้องรู้อยู่แล้วว่าใครที่มีความสามารถ เพียงแค่เราเลือกที่จะเอาเวลาไปจัดการงานที่เหลือต่อดีกว่าเองเท่านั้นแหละ”

แน่นอนว่าการที่เรามีโอกาสได้ลองทำงานในหลายๆด้านนั้นเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เราได้พัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถ แต่อย่างไรก็ตาม เราทุกคนล้วนมีเวลาที่จำกัด ดังนั้นเราจำเป็นที่จะต้องตอบให้ได้ว่างานไหนบ้างที่จะสร้างคุณค่า เพิ่มความรู้ และความสามารถให้กับตัวเรา ซึ่งเราจำเป็นที่ต้องเลือกทำงานนั้นๆก่อน การรับเอางานทุกอย่างมาไว้กับตัวเรา จนเราไม่สามารถที่จะทำงานต่างๆออกมาได้สำเร็จอย่างสมบูรณ์นั้น แทนที่งานเหล่านั้นจะช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับตัวของเรา ในทางกลับกัน มันจะทำให้เราสูญเสียพลังงานไปอย่างไม่คุ้มค่ากับงานเหล่านั้น งานที่ทำออกมาอาจจะไม่มีคุณภาพ หรือกระทั่งเราไม่สามารถที่จะส่งมอบงานได้ตรงเวลา ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นก็คือตัวเราจะสูญเสียความน่าเชื่อถือไปเรื่อยๆ และเราก็จะ burnout ไปในวันนึง

สิ่งที่ต้องห้ามเด็ดขาดในการทำงานก็คือการไปเคลมผลงานของคนอื่นมาเป็นของตัวเรา แต่ในทางกลับกันนั้น ถ้าสิ่งนั้นเป็นผลงาน หรือ เป็นความคิดของเราจริงๆแล้ว เราจะต้องรับผิดชอบงานเหล่านั้นด้วยตัวเอง พวกเขาทุกคนต้องรู้ว่านี่ผลงานของเรา อย่าไปคิดเอาเองว่าเรื่องพวกนี้หัวหน้าหรือผู้บริหารพวกเขาจะรู้ได้เอง พวกเขาจะรับรู้และจะชื่นชมเพียงแค่คนที่นำเสนอผลงานให้กับพวกเขาเท่านั้น

4. ถือตัวว่ารู้ทุกเรื่อง พูดทุกเรื่อง

“เวลาอยู่ในห้องประชุม เราต้องพูดเยอะๆ เรารู้ทุกเรื่อง เรื่องนั้นเราก็รู้ เรื่องนี้เราก็รู้ เรื่องที่ไม่รู้ก็ต้องห้ามให้คนอื่นรู้ว่าเราไม่รู้ ทุกคนจะได้ชื่นชมยอมรับเรา”

มีหลายคนส่วนใหญ่ที่จะกังวลว่าจะต้องพยายามแสดงออกให้เห็นว่าพวกเขานั้นมีความรู้เยอะ ส่วนใหญ่พวกเขามักจะพยายามเป็นคนพูด หรือแสดงความคิดเห็นอยู่เพียงฝ่ายเดียว ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นได้เสนอความคิดเห็นที่แตกต่าง โดยมักจะคิดว่าตัวเรารู้ไปหมดทุกเรื่อง ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือแม้กระทั่งเรื่องที่ไม่รู้ พวกเขาก็ยังพยายามพูดเจื้อยแจ้วต่อไป ไม่ยอมรับว่าตัวเองไม่รู้เรื่องนั้น ซึ่งรับรองว่าเราจะเสียโอกาสดีๆอย่างมากมาย จากการที่จะไม่ได้รับความคิดเห็น มุมมอง ที่แตกต่าง หรือ ความรู้อื่นๆจากพวกเขาอย่างแน่นอน สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ตัวเรามีความรู้และมุมมองที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวันที่เรามีมุมมองที่กว้างขึ้นมากพอ เราก็จะได้เปรียบคนอื่นๆในการที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงาน

ถ้าเราอยากจะเพิ่มโอกาสในการล้มเหลวกับชีวิตการทำงาน อย่าไปยอมรับว่าเรามีเรื่องที่ไม่รู้ อย่าไปยอมหยุดที่จะรับฟังคนอื่นๆ จงอยู่ในโลกของตัวเองคนเดียว หันมามองอีกทีจะเหลือเพียงแค่ตัวเราที่ยังอยู่ที่เดิมต่อไป

5. จงอยู่คนเดียว

“ถ้าเรารับผิดชอบและทำงานของเราได้อย่างไม่มีที่ติแล้ว ไม่ต้องสนใจคนอื่น เรามาทำงานไม่ได้มาเพื่อช่วยเหลือใคร”

มันเป็นเรื่องง่ายมากที่จะสร้างอาณาจักรส่วนตัวขึ้นมา เริ่มจากสร้างสภาพแวดล้อมรอบตัวให้คนอื่นเข้าถึงตัวเราได้ยากขึ้น การแยกตัวออกมาจากคนอื่นๆมักจะทำให้เกิดความรู้สึกห่างเหินกัน เริ่มถูกพูดถึงหรือนินทาในแง่ต่างๆ และอาจจะถึงขั้นไม่ได้รับการสนับสนุนจากคนอื่นๆ แน่นอนว่าคนที่ไม่ได้รับการสนับสนุน หรือการพูดถึงในแง่บวกนั้น มีโอกาสที่จะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงาน ถึงแม้ว่าตัวพวกเขาจะมึความรู้ ความสามารถมากขนาดไหนก็ตาม

ความก้าวหน้าในการทำงานส่วนมากจะเกิดจากการที่ตัวเราได้พูดคุยกับคนอื่นๆ ฟังความคิดเห็นต่อตัวเราในมุมต่างๆและพยายามนำมาพัฒนาตัวเอง เป็นธรรมดาที่ตัวเราต้องรู้ว่าเราเป็นคนอย่างไรจากมุมมองของคนอื่นๆ ก่อนที่เราจะสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างตรงจุด

ถ้าคุณอยากจะล้มเหลวในการทำงาน ลองทำให้ครบทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมาเถอะครับ แต่ถ้าคุณอยากจะประสบความสำเร็จ จงระวังอย่าให้ตัวเราตกหลุมต่างๆเหล่านี้เป็นอันขาดครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *