S-EP.01: SAP คืออะไร

มีหลายๆท่านคงเคยได้ยินคำว่า SAP กันมาบ้างใช่มั้ยครับ

บางท่านอาจจะได้ยินชื่อนี้มาบ้างในช่วงที่กำลังจะตัดสินใจเลือกวิชาเรียนหรือกำลังจะต้องตัดสินใจเลือกสายที่น่าสนใจ ในขณะที่ท่านกำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย..

หรือบางท่านอาจจะได้ยินมาจากคนอื่นๆมาบ้างว่าถ้ามีโอกาสได้ศึกษาเจ้าระบบ SAP นี้แล้ว ท่านควรจะต้องรีบคว้าโอกาสไว้เลยนะ..

ที่มีคนพูดว่า.. คนที่ทำงานเกี่ยวกับระบบ SAP รายได้ดีนะ หรือ เรียกเงินเดือนได้สูงนะ..

และอีกหลายๆช่องทางที่ท่านอาจจะเคยได้ยินเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำว่า SAP… แล้วเจ้า SAP มันคืออะไรกันหละ…

บทความนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังนะครับ ว่าระบบ SAP นี้คืออะไร โดยผมตั้งใจว่าบทความนี้จะทำให้ทุกๆท่านได้เข้าใจว่าตัวระบบ SAP คือระบบอะไร, ทำงานในลักษณะไหน, อะไรคือประโยชน์ของตัวระบบ SAP ที่น่าสนใจ และมันต่างกับคำว่า ERP อย่างไรนะครับ..

SAP คืออะไร

ผมอยากจะให้ทุกท่านเริ่มจากการลองนึกภาพตามนะครับว่าตอนนี้เราทำงานอยู่แผนกไหนกันบ้าง..

ต่อมาลองนึกต่ออีกหน่อยครับว่า… ภายในบริษัทของเรานั้นมีแผนกอื่นแผนกไหนอีกบ้างที่เค้าต้องทำงานร่วมกันกับแผนกของเรา..

สำหรับท่านที่ยังศึกษาอยู่ ท่านลองนึกภาพตามนะครับว่าในมหาวิทยาลัยของท่านนั้น.. เราเคยต้องไปติดต่อกับส่วนงานไหนบ้างของทางมหาวิทยาลัยของเราบ้าง.. (ซึ่งต่อไปผมจะขอเรียกบริษัทหรือมหาวิทยาลัยของท่านว่า ‘องค์กร’ นะครับ)

เป็นยังไงบ้างครับ หลังจากนึกภาพตามกันแล้ว ผมคิดว่าท่านคงพอเห็นภาพกันครับว่า ในแต่ละองค์กรนั้นจะประกอบไปด้วยแผนก หรือ หน่วยงานต่างๆมากมาย ที่ต้องติดต่อ ประสานงานและทำงานร่วมกัน ถึงจะสามารถดำเนินธุรกิจไปได้เช่น..

แผนกบัญชี (accounting) มีหน้าที่ที่ต้องจัดการเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเงินขององค์กรเช่นเก็บเงินลูกค้า หรือทำจ่ายเงินแก่เจ้าหนี้ขององค์กร

แผนกธุรการ (admin) ที่ช่วยทำหน้าที่ช่วยจัดการด้านการดูแลงานเอกสารต่างๆ และการติดต่อประสานงานกับทั้งภายในองค์กรและภายนอกองค์กร

หรือถ้าภายในองค์กรของท่านมีการผลิตสินค้าขึ้นมาเองเพื่อนำไปขายแก่ลูกค้า องค์กรของท่านก็จะมีแผนกการผลิต (production) ที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องการวางแผนและผลิตสินค้าสำหรับการนำไปขายเป็นต้น.. โดยแต่ละองค์กรก็จะแผนกอื่นๆอีกมากมายตามลักษณะธุรกิจเฉพาะตัวของแต่ละองค์กรครับ…

หลังจากที่ทุกท่านพอนึกถึงแผนกต่างๆในองค์กรของท่านได้แล้ว ลองนึกภาพตามกันต่ออีกซักนิดนะครับว่า… ในเมื่อแต่ละแผนกในองค์กรมีบทบาทหน้าที่ที่ต่างกันแล้ว… ดังนั้นความต้องการเครื่องมือมาช่วยในการทำงานของแต่ละแผนกนั้นก็จะทำให้แผนกต่างๆเหล่านั้นต้องการเครื่องมือที่ต่างกันด้วยถูกมั้ยครับ..

เราจะมาลองดูตัวอย่างของหน้าที่หรือความรับผิดชอบที่ต่างๆของแต่ละแผนกกันนะครับ…

มาเริ่มจากแผนกบัญชี (accounting) กันก่อนครับ แผนกบัญชีนั้นจะมีหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องการเงินทั้งหมดขององค์การเช่นการเก็บเงิน จ่ายเงิน การลงบันทึกบัญชี งบประมาณขององค์กร ดังนั้นเครื่องมือหรือโปรแกรม (tool/application) ที่แผนกบัญชีต้องการจะต้องสามารถช่วยงานในงานที่เกี่ยวข้องกับการเงินทั้งหมดได้ ยกตัวอย่างเช่น ต้องการระบบมาช่วยบันทึกว่าแต่ละวันมีใบแจ้งหนี้ (invoice) ที่ต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนเท่าไหร่และต้องจ่ายเงินแก่เจ้าหนี้ (vendor/supplier) จำนวนเท่าไหร่และเมื่อไหร่ รวมไปถึงระบบที่สามารถจัดการกระบวนการเรียกเก็บเงินจากลูกค้า เป็นต้นครับ..

ต่อมาจะเป็นแผนกการผลิต (production) แผนกนี้จะมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตสินค้าทั้งหมด ดังนั้นแผนกนี้ก็จะมองหาเครื่องมือหรือโปรแกรมที่ช่วยเค้าสามารถวางแผนการผลิต, สามารถบันทึกยอดการผลิตและยอดการใช้วัตถุดิบในแต่ละวันได้ ยกตัวอย่างเช่น ช่วยให้สามารถวางแผนว่าต้องเริ่มการผลิตวันไหน ต้องใช้วัตถุดิบอะไรบ้าง จำนวนเท่าไหร่ และเมื่อไหร่ที่ต้องมีวัตถุดิบพร้อมสำหรับเริ่มการผลิตสินค้า และช่วยควบคุมว่าฝ่ายผลิตต้องเริ่มต้นการผลิตสินค้าเมื่อไหร่ เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าได้ทันความต้องการของลูกค้าหรือความต้องการของแผนกขายสินค้าในองค์กร เป็นต้นครับ..

แผนกสุดท้ายที่จะขอยกมาเป็นตัวอย่างจะเป็นแผนกจัดซื้อ (procurement) ครับ… แผนกนี้จะดูแลเรื่องการซื้อของต่างๆเข้าองค์กรเช่น วัตถุดิบการผลิต เครื่องใช้สำนักงาน รวมไปถึงมีหน้าที่ที่ต้องไปต่อรองราคากับคนขาย เพ่ือที่จะทำให้องค์กรได้ซื้อของที่จำเป็นกับการดำเนินงานในราคาและเงื่อนไขที่เหมาะสมที่สุด เช่นกำหนดการชำระค่าสินค้า (payment term) ดังนั้นระบบที่แผนกจัดซื้อต้องการก็ต้องสามารถเข้ามาช่วยให้การทำงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับตัวอย่างข้างต้นเป็นไปได้อย่างถูกต้อง รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุดเป็นต้นครับ..

ต่อมาเราจะใช้ 3 แผนกตัวอย่างด้านบนมาสำหรับการทำความเข้าใจกับลักษณะของระบบต่างๆกันต่อนะครับ..

ท่านจะเห็นได้ว่าหน้าที่และความรับผิดชอบของแผนกตัวอย่างทั้ง 3 แผนกนั้นไม่เหมือนกันเลยใช่มั้ยครับ โดยก่อนหน้านี้เครื่องมือหรือโปรแกรมที่ถูกนำมาช่วยในการทำงานส่วนใหญ่นั้นจะถูกพัฒนามาสำหรับงานต่างๆโดยเฉพาะ โดยสำหรับเคสตัวอย่างนี้ ตัวองค์กรอาจจะต้องมีการใช้งานระบบถึง 3 ระบบเพื่อมาช่วยพนักงานในการทำงานที่แตกต่างกันในแต่ละแผนกถูกมั้ยครับ ยกตัวอย่างเช่น..

แผนกการผลิตต้องส่งข้อมูลวัตถุดิบที่ต้องการให้แก่แผนกจัดซื้อ ยกตัวอย่างเช่น วัตถุดิบชนิดไหน จำนวนเท่าไหร่ และ ต้องการวัตถุดิบนั้นเมื่อไหร่ เพื่อให้แผนกจัดซื้อไปหา (sourcing) ซื้อวัตถุดิบเหล่านั้นให้ตรงกับความต้องการของฝ่ายการผลิต ในราคาและเงื่อนไขที่ดีที่สุดสำหรับองค์กร..

แผนกจัดซื้อต้องส่งข้อมูลใบสั่งซื้อให้กับทางแผนกบัญชี เพื่อที่จะให้แผนกบัญชีสามารถวางแผนการชำระเงิน, ทำการตั้งหนี้เพื่อชำระค่าวัตถุดิบที่สั่งซื้อมาและ บันทึกค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการชำระค่าวัตถุดิบต่อไป..

ถึงจุดนี้ทุกท่านคงพอมองภาพออกว่า.. สุดท้ายแล้วแต่ละแผนกจะต้องส่งข้อมูลของงานของแผนกตัวเองให้กับแผนกอื่นๆที่ต้องทำงานร่วมกันอยู่ตลอดเวลา และแต่ละแผนกไม่สามารถทำงานแยกจากกันโดยสิ้นเชิงได้ถูกมั้ยครับ..

ต่อไปเราลองมาดูครับว่าข้อแตกต่างระหว่างการมีระบบแยกไปเลยของแต่ละแผนก กับ การทำงานแบบทุกแผนกใช้ระบบเดียวกันมีอะไรบ้าง..

ระบบแบบ Decentralized กับระบบแบบ Centralized คืออะไร

โดยปกติแล้วการทำงานโดยที่แต่ละแผนกนั้นใช้ระบบต่างๆกันของตัวเองหรือที่เรียกกันว่าเป็นการทำงานโดยใช้หลักการของ Decentralized System จะทำให้เกิดปัญหาหลักๆอยู่ 2 ปัญหาคือ..

  1. ปัญหาเรื่องความถูกต้องของข้อมูล (accuracy) ซึ่งเกิดขึ้นเพราะแต่ละระบบจะมีฐานข้อมูล (Database) ที่ไว้ใช้เก็บข้อมูลแยกของแต่ละระบบ ทำให้การปรับปรุงข้อมูลให้ทุกระบบให้มีข้อมูลที่ถูกต้องพร้อมๆกัน(real-time) เป็นไปได้ยาก – information or data is maintained locally at the individual department
  2. ปัญหาเรื่องความโปร่งใสของข้อมูล (transparency) ซึ่งอาจจะเกิดจากแต่ละแผนกนั้นไม่อนุญาตหรือจำกัดสิทธิ (access) ไม่ให้อีกแผนกเข้ามาเห็นข้อมูลของแผนกตัวเองนั่นเอง – no/limited authorization to information or data of other departments

เพื่อให้เข้าใจลักษณะการทำงานของระบบแบบ Decentralized มากขึ้น เราจะมาลองมาดูตัวอย่างกันครับ.. ซึ่งในที่นี้จะขอเลือกการเก็บข้อมูลของปริมาณสินค้าพร้อมขายขององค์กรของท่าน (inventory balance) ซึ่งถูกจัดเก็บแยกในแต่ละระบบ เช่นระบบของแผนกการผลิตและระบบของแผนกการขายมาเป็นตัวอย่างนะครับ โดยระบบทั้ง 2 ระบบนี้จะทำการส่งข้อมูลเชื่อมต่อกันในเวลาประมาณเที่ยงคืนในแต่ละวัน..

ในตอนเริ่มต้น ตัวเลขของปริมาณสินค้าของแต่ละระบบนั้นเริ่มต้นมีที่ 10 ชิ้นเท่ากันทั้ง 2 ระบบ..

เมื่อลูกค้ามีการสั่งซื้อสินค้าตอนเวลา 10:00AM เป็นจำนวน 3 ชิ้น ทางแผนกขายก็ทำการตัดยอดสินค้าออกจากระบบทันที ทำให้ในระบบของแผนกการขายนั้นจะเหลือสินค้าอยู่ เพียง 7 ชิ้น..

ซึ่งในขณะเดียวกันฝ่ายผลิตมีการผลิตสินค้าชิ้นนี้เพิ่มเสร็จสิ้นจำนวน 5 ชิ้นและได้บันทึกลงในระบบของแผนกการผลิตในเวลา 9:00AM ดังนั้นในระบบของแผนกผลิตมีสินค้าทั้งหมดเป็นจำนวน 15 ชิ้น

พอจะมองภาพออกกันแล้วใช่มั้ยครับว่าจะเห็นได้ว่าข้อมูลสินค้าคงเหลือของแต่ละระบบไม่เท่ากันในช่วงระยะเวลานึงเลย แล้วถ้าเราต้องการทราบว่าจริงๆแล้วเรามียอดจำนวนสินค้าคงเหลือเท่าไหร่ต้องรอให้ข้ามไปอีกวันนึงเลย ซึ่งไม่เป็นผลดีกับการทำธุรกิจแน่ๆใช่มั้ยครับ

ตามตัวอย่างด้านบนท่านจะเห็นปัญหาต่างๆที่ได้พูดถึงครบเลยครับ เช่นปัญหาเรื่องการบันทึกข้อมูลซ้ำซ้อน เพราะเราต้องทำการบันทึกข้อมูลจำนวนสินค้าคงเหลือมากกว่า 1 ครั้งและมากกว่า 1 ระบบ ซึ่งส่วนมากแล้วเราต้องเสียคนทำงานมากกว่า 1 คนในการทำงานนี้ เพราะแต่ละแผนกจะต้องหาคนของตัวเองมาเพื่อทำการเช็คและปรับปรุงระบบของแผนกตนเอง..

รวมไปถึงเรื่องความถูกต้องของข้อมูลก็เช่นเดียวกัน เราก็จะไม่รู้ว่าจริงๆแล้วในระหว่างวันนั้น เรามีสินค้าคงเหลืออยู่เป็นจำนวนเท่าไหร่กันแน่.. ถ้ามีลูกค้าสั่งของมา 9 ชิ้น ในช่วงเวลา 12:00PM แผนกขายก็จะบอกกับทางลูกค้าไปว่าสินค้าคงเหลือของเราไม่พอขายเพราะแผนกขายนั้นเห็นสินค้าเหลือแค่ 7 ชิ้นเท่านั้นเอง ทั้งที่จริงๆแล้วเรามีสินค้าพร้อมขายเหลือตั้ง 12 ชิ้น.. นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของตัวอย่างเท่านั้น ซึ่งจริงๆแล้วยังมีปัญหาอื่นๆอีกที่อาจจะเกิดจากการที่ท่านไม่ทราบข้อมูลที่แท้จริงจากระบบได้ครับ..

จากปัญหาหลักข้างต้นทำให้เกิดแนวคิดของระบบที่เป็น Centralized System ขึ้นมาครับ โดยหลักการก็เพื่อจะมาแก้ปัญหาของระบบที่เป็น Decentralized System โดยที่ระบบแบบ Centralized System จะมีหลักการดังนี้

  1. ระบบจะทำการเก็บบันทึกข้อมูลที่ฐานข้อมูลเดียวกันและใช้ข้อมูลนี้สำหรับทุกระบบย่อยๆต่างๆ – information or data is maintained at a central location and is shared with various Departments
  2. ทุกแผนกที่ใช้ระบบร่วมกันนี้จะสามารถเห็นและเข้าถึงข้อมูลเดียวกัน แต่ละแผนกจะไม่สามารถเลือกใช้หรือเลือกบันทึกข้อมูลแยกจากกันได้ – all departments have access to information or data of other Departments

โดยข้อดีของหลักการของระบบแบบ Centralized นั้นจะช่วยเพิ่มความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่จะถูกนำไปใช้ การลดการเก็บข้อมูลเดียวกันในหลายๆฐานข้อมูล โดยที่จะช่วยกำจัดความความไม่ต่อเนื่องกันและความซ้ำซ้อนของข้อมูลออกไป และจะช่วยให้ทุกระบบย่อยเชื่อมโยงกัน, เห็นข้อมูลเดียวกันและในเวลาเดียวกัน..

เพื่อความเข้าใจที่ดีขึ้น ลองคิดตามนี้นะครับ..

การที่จะต้องเก็บข้อมูลที่อยู่ของลูกค้าไว้ที่หลายๆระบบนั้นอาจจะทำให้ข้อมูลที่ถูกนำไปใช้นั้นคลาดเคลื่อนจากการที่เราไม่สามารถที่จะตามไปปรับปรุงข้อมูลได้ไม่ครบทุกระบบในเวลาพร้อมๆกันได้ (ในกรณีที่ระบบตั้งแต่ 2 ระบบไม่เชื่อมต่อและส่งข้อมูลหากันและกันตลอดเวลา) หรืออาจจะทำได้ทำการปรับปรุงข้อมูลทุกระบบพร้อมๆกันได้ยากและมีโอกาสผิดพลาดเกิดขึ้นได้ (เช่นถ้าการเชื่อมต่อของแต่ละระบบมีปัญหาหรือมีข้อผิดพลาดของตัวข้อมูลที่ส่งหากันและกันเกิดขึ้น)

ยกตัวอย่างเช่นถ้าท่านมีการเก็บข้อมูลเลขที่บัญชีธนาคาร (bank account) ของเจ้าหนี้ (vendor) ไว้มากกว่า 1 ระบบนั้น เมื่อลูกค้ามีการแจ้งขอให้เปลี่ยนบัญชีธนาคารเดิมเนื่องจากไม่ต้องการใช้บัญชีนัั้นแล้วและต้องการที่จะเพิ่มบัญชีธนาคารใหม่สำหรับการทำธุรกิจแทนผ่านทางแผนกจัดซื้อ

ซึ่งทางแผนกจัดซื้อได้ทำการปรับปรุงเลขที่บัญชีธนาคารในระบบของจัดซื้อเรียบร้อยแล้วและได้แจ้งไปทางแผนกบัญชีให้ทำการปรับปรุงข้อมูลเลขที่บัญชีธนาคารทางเจ้าหนี้รายนี้ด้วย..

แต่แล้วคนที่ทำหน้าที่ปรับปรุงข้อมูลเลขที่บัญชีธนาคารในระบบของแผนกบัญชีอาจจะลาพักร้อน หรือลืมเช็ค email ของแผนกจัดซื้อทำให้เลขที่บัญชีธนาคารของเจ้าหนี้รายนี้ไม่ได้ถูกปรับปรุงในระบบของแผนกบัญชี..

ผลลัพธ์คืออะไร ทุกท่านคงพอนึกออกแล้วใช่มั้ยครับ.. แผนกบัญชีก็จะทำการจ่ายเงินชำระค่าสินค้าไปยังผิดเลขที่บัญชี ซึ่งอาจจะทำให้เกิดผลกระทบต่อองค์กรของท่านได้ และถ้ายิ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงแล้วหละก็ ผลกระทบก็อาจจะใหญ่โตอย่างที่ไม่คาดคิดก็ได้ครับ

โดยที่ข้อดีของระบบแบบ Centralized ที่กล่าวไว้ข้างต้น ข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ที่ฐานข้อมูลเดียวกัน เช่นเวลาที่ต้องการเพิ่ม ลด แก้ไข ข้อมูลของลูกค้าก็มาแก้ที่ฐานข้อมูลรวมที่เดียว ไม่จำเป็นต้องไปตามแก้ให้ครบทุกฐานข้อมูล ซึ่งการทำแบบนี้ก็จะช่วยลดความผิดพลาดของการที่ระบบย่อยๆต้องนำข้อมูลไปใช้ในตัวอย่างด้านบนได้ครับ..

หลังจากที่ได้เล่าถึงข้อแตกต่างของระบบแบบ Decentralized และระบบแบบ Centralized ไปแล้ว เรามาเข้าสู่คำสุดท้ายที่เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นกันครับ…

ระบบ ERP คืออะไร…

ถ้า Search คำว่า ERP ท่านจะเจอความหมายต่างๆ เช่น ERP คือระบบที่ใช้ในการจัดการและการวางแผนทรัพยากรทางธุรกิจขององค์กรให้มีประสิทธิภาพที่สูงสุดและอื่นๆอีกมากมาย แต่ในที่นี้ผมตั้งใจที่จะอยากให้ท่านเข้าใจระบบ ERP แบบที่สามารถเอาไปคุยกับคนอื่นได้ก่อนนะครับ..

Definition ของคำว่า ERP มาจากคำว่า Enterprise Resource Planning..

ระบบ ERP เป็นระบบที่มีการทำงานแบบ Centralized System ที่ช่วยรวบรวมข้อมูลของการทำงานของแผนกต่างๆมาไว้รวมกันที่ฐานข้อมูลเดียวกัน และมีความสามารถ (functions) ที่ช่วยผู้ใช้งานในการทำงานต่างๆในทุกๆกระบวนการทำงาน (business process) ของแผนกต่างๆ

ลองนึกภาพว่าระบบ ERP คือระบบที่สามารถให้แผนกบัญชีใช้สำหรับทำงานทุกงานที่เกี่ยวข้องกับการเงิน และระบบเดียวกันนี้รวบรวมความสามารถต่างๆที่แผนกจัดซื้อ แผนกการผลิต แผนกบุคคล ต้องการไว้ในระบบเดียวกัน โดยที่ไม่ต้องไปจัดหาให้มีระบบแยกตามความต้องการที่แตกต่างกันขอแต่ละแผนกนั่นเอง..

โดยที่องค์กรที่ใช้ระบบ ERP จะสามารถลดความซ้ำซ้อนของการทำงาน, ความหลากหลายของระบบต่างๆที่แต่ละแผนกต้องการ (business function)และช่วยเพิ่มความถูกต้อง ความเชื่อมโยง ความโปร่งใสของข้อมูล..

“all the core processes needed to run a company: finance, HR, manufacturing, supply chain, services, procurement, and others. At its most basic level, ERP integrates these processes into a single system.” – https://www.sap.com/sea/products/what-is-erp.html

แล้วระบบ SAP กับระบบ ERP ต่างกันอย่างไร..

ตัวระบบ SAP คือระบบ ERP นี่แหละครับ ระบบ SAP จะมีลักษณะการทำงานแบบ Centralized system และมีคุณสมบัติของระบบ ERP ทุกอย่าง เพียงแต่ว่า SAP คือ brand นึงที่พัฒนาระบบ ERP ให้ของตัวเองให้มีคุณสมบัติต่างๆรองรับความต้องการของธุรกิจนั่นเอง เหมือน Coke, Pepsi ที่เป็น brand ผลิตน้ำอัดลมเหมือนกันแต่แตกกันที่ brand ครับ..

ซึ่งในตลาดของระบบ ERP ก็มีอีกหลายๆ brand ที่พัฒนาระบบ ERP เหมือนกัน ชื่อที่ท่านอาจจะคุ้นหูหรือเคยได้ยินกันบ้างก็เช่น ระบบ Oracle, Microsoft Dynamic, Infor..

แล้วทำไมบริษัทส่วนใหญ่ถึงเลือกระบบ SAP มาเป็นระบบ ERP ขององค์กรเหล่านั้นหละ ทั้งที่การใช้ระบบ SAP จะตามมาด้วยค่าใช้จ่ายต่างๆที่สูงมาก ทั้งค่า license, ค่าติดตั้งและพัฒนาระบบให้เหมาะสมกับแต่ละธุรกิจ และค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกมากมายเช่นค่าเตรียมความพร้อมให้แก่พนักงานที่จะมาใช้งานระบบ SAP เป็นต้น

เหตุผลหลักๆในความคิดเห็นของผมคือ… เพราะว่าทาง SAP นั้นมีการพัฒนาและปรับปรุงระบบโดยการเพิ่มความสามารถต่างๆ (features/functions) ให้กับตัวระบบของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยให้แต่ละองค์กรสามารถนำระบบ SAP มาเป็นระบบ ERP หลักของบริษัทที่อยู่ในธุรกิจที่แตกต่างกันทั้งในแง่ของกระบวนการทำงานต่างๆ หรือสถานที่หรือประเทศที่บริษัททำธุรกิจอยู่ ที่แตกต่างกันได้ รวมไปถึงการปรับปรุงหน้าจอการใช้งานของระบบ (user experience/ user interface) ให้ง่ายและเหมาะสมกับการใช้งานมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา (ถึงแม้ว่าคนใช้งานหลายๆคนจะยังบอกว่ายังเข้าใจได้ยากอยู่ก็ตาม)..

และเมื่อมีองค์กรหลายแห่งเลือกใช้ระบบ SAP เป็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ecosystem เกิดขึ้น ทำให้องค์กรใหม่ๆที่ต้องการมองหาระบบ ERP ซักตัวนึง สามารถมั่นใจได้ว่าถ้าเค้าเลือกระบบ SAP มาเป็นระบบ ERP หลักขององค์กร จะทำให้เค้าสามารถหาข้อมูลต่างๆ ศึกษาข้อดี หรือปัญหาที่ต้องระวัง และมีช่องทางให้เค้าสามารถที่จะสอบถามจากผู้ใช้งานท่านอื่นๆ, องค์กรอื่นๆ รวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญระบบ SAP ในช่วงเวลาที่อาจจะเกิดปัญหาการใช้งานกับตัวระบบหรืออาจจะมีความต้องการจะปรับกระบวนการต่างๆ ของระบบได้ไม่ยากนักนั่นเองครับ..

สุดท้ายนี้หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์แก่ทุกท่านไม่มากก็น้อย ช่วยให้ท่านเข้าใจภาพรวมของระบบ SAP, ระบบ ERP, centralized, decentralized และสามารถนำความเข้าใจนี้ไปเล่าต่อหรืออธิบายให้คนอื่นๆให้เข้าใจได้ ทั้งพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันหรือสามารถนำไปอธิบายให้คนที่สัมภาษณ์งานท่านได้นะครับ

ถ้ามีข้อสงสัย หรืออยากทราบอะไรเพิ่มเติมสามารถบอกกันได้ครับ แล้วผมจะมาเล่าให้ฟังต่อในตอนต่อๆไป.. ขอบคุณครับ

#อยากทำงาน SAP #How to start career in SAP

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *